วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555
Hamster
Hamster: This lively pet hamster will keep you company throughout the day. Watch him run on his wheel, drink water, and eat the food you feed him by clicking your mouse. Click the center of the wheel to make him get back on it.
วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555
เมี่ยงเต้าเจี้ยว เนื่องจากว่าจังหวัดตากหรือเมืองตากนั้นมีเมี่ยงหลายชนิด ซึ่งส่วนใหญ่จะทานกับใบเมี่ยง (ใบชาหมัก) จะมีไส้เมี่ยงหลายลักษณะ เช่น
ใช้เนื้อมะพร้าวหั่นเป็นฝอย ๆ ถั่วลิสง และกระเทียม นำไปทอดให้เหลืองกรอบ โดยทอดทีละอย่าง นำมาพักให้สะเด็ดน้ำมัน เมื่อเย็นดีแล้วนำมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน
อีกชนิดหนึ่งใช้มะพร้าวขูดเป็นเส้นแบบทำมะพร้าวแก้ว ถั่วลิสง กระเทียม น้ำปลา น้ำตาลปีบ ทอดในน้ำมัน โดยทอดมะพร้าวก่อนพอเริ่มเหลืองก็ใส่ถั่วลิสง และส่วนผสมอื่นๆทีละอย่าง ต้องมีความชำนาญจึงทราบว่าควรใส่ส่วนผสมใด ตอนไหน ส่วนผสมทุกอย่างถึงจะสุกพร้อมกันพอดี จากนั้นเคี่ยวต่อจนทุกอย่างเหลืองกรอบเกาะตัวกันเป็นก้อน นำขึ้นจากน้ำมันพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน เมื่อเย็นแล้วจะได้ไส้เมี่ยงที่เกาะตัวกันเป็นก้อนมีความหวาน มัน
ถ้าเป็นเมี่ยงแคบหมู ก็ประกอบด้วย ถั่วลิสงทอด กระเทียมเจียว แคบหมูหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เกลือป่น และน้ำตาลทราย
เหตุที่คนตากนิยมทานเมี่ยงซึ่งส่วนใหญ่มีมะพร้าวเป็นตัวหลัก ดังนั้นจึงมีกะลามะพร้าวมาก และเค้าก็เอามาทำกระทงสำหรับลอยในวันลอยกระทง
เมี่ยงอีกชนิดหนึ่งที่เป็นที่ขึ้นชื่อของเมืองตากก็คือเมี่ยงเต้าเจี้ยว บางทีก็เรียกกันว่า เมี่ยงคำเมืองตาก หรือ เมี่ยงจอมพล ที่เรียกว่าเมี่ยงจอมพลเนื่องจาก ในอดีตทุกครั้งที่ จอมพลถนอม กิตติขจร มาเมืองตาก จะต้องไปกินเมี่ยงชนิดนี้ที่ร้านคุณป้าคนหนึ่งเป็นประจำ จนชาวบ้านพากันเรียก ''เมี่ยงจอมพล''
เมี่ยงชนิดนี้จะมีเต้าเจี้ยวเป็นน้ำเมี่ยง แต่เต้าเจี้ยวที่ใช้ไม่เหมือนกับเต้าเจี้ยวทั่วๆไปที่ขายซึ่งมีรสเค็ม แต่เต้าเจี้ยวของตากที่ทานกับเมี่ยงเป็นเต้าเจี้ยวเปรี้ยว ซึ่งคนตากจะทำการหมักไว้จนเปรี้ยวและก็มีวางขายเป็นของฝากด้วย เต้าเจี้ยวเปรี้ยวแบบนี้ใช้ทำอาหารได้หลายอย่างเหมือนเต้าเจี้ยวทั่วๆไป
เมี่ยงที่เราทำคือเมี่ยงแบบนี้แต่ว่าทำแบบคนอยู่ต่างแดน เนื่องจากหาซื้อเครื่องประกอบตามแบบต้นตำรับไม่ได้ เราโพสไว้เป็นแนวทางเผื่อใครจะลองทำทาน ถ้าต้องทานแบบต้นตำรับจริงๆเวลาไปเที่ยวเมืองตากก็หาซื้อได้เพราะมีขายอยู่ทั่วไป
เครื่องประกอบด้วย:-
พริกขี้หนูสด
ตะไคร้ซอย
ขิงสดหั่นชิ้นสี่หลี่ยม
มะนาวหั่นชิ้นสี่เหลี่ยม
กระเทียมสด (จะใช้หอมแดงแทนก็ได้ หากไม่ชอบกลิ่นกระเทียมสด)
ถั่วลิสงคั่ว
มะพร้าวขูดเป็นเส้นยาวๆ
ข้าวตากคั่ว หรือทอด (เราใช้ข้าวสุก ๑ กำมือ วางใส่จานผึ่งแดดผึ่งลมไว้พอแห้งก็เอามาทอด)
มะเขือพวงดิบ (ไม่ชอบก็ไม่ต้องใส่ เราไม่มีก็ไม่ใส่)
กุ้งแห้ง (บางคนก็ไม่ใส่ )
แคบหมู (บางคนก็ไม่ใส่)
มะนาวหั่นชิ้นสี่เหลี่ยม
กระเทียมสด (จะใช้หอมแดงแทนก็ได้ หากไม่ชอบกลิ่นกระเทียมสด)
ถั่วลิสงคั่ว
มะพร้าวขูดเป็นเส้นยาวๆ
ข้าวตากคั่ว หรือทอด (เราใช้ข้าวสุก ๑ กำมือ วางใส่จานผึ่งแดดผึ่งลมไว้พอแห้งก็เอามาทอด)
มะเขือพวงดิบ (ไม่ชอบก็ไม่ต้องใส่ เราไม่มีก็ไม่ใส่)
กุ้งแห้ง (บางคนก็ไม่ใส่ )
แคบหมู (บางคนก็ไม่ใส่)
วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555
แนะนำตัว
ชื่ิอ ด.ช. ธวัชชัย
นามสกุล จันทร์ฉาย
ชื่อเล่น เชาวลิต
อยู่ชั้น ม.2/3
โรงเรียนตากพิทยาคม
อายุ 14 ปี
อยู่บ้านเลขที่ 50/1 ตำบล หนองบัวใต้ อำเภอ เมือง จังหวัดตาก
อาหารที่ชอบ ผัดกระเพราไข่ดาว
งานอดิเรก เล่นเกมส์ อ่านหนังสือ
วิชาที่ชอบ คอมพิวเตอร์
การ์ตูนที่ชอบ บลีช เทพมรณะ
นามสกุล จันทร์ฉาย
ชื่อเล่น เชาวลิต
อยู่ชั้น ม.2/3
โรงเรียนตากพิทยาคม
อายุ 14 ปี
อยู่บ้านเลขที่ 50/1 ตำบล หนองบัวใต้ อำเภอ เมือง จังหวัดตาก
อาหารที่ชอบ ผัดกระเพราไข่ดาว
งานอดิเรก เล่นเกมส์ อ่านหนังสือ
วิชาที่ชอบ คอมพิวเตอร์
การ์ตูนที่ชอบ บลีช เทพมรณะ
คุณธรรมจริยธรรมในการใช้อินเตอร์เน็ต
คุณธรรมจริยธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ต
ลินดา
เฮอร์นดอน (Linda
Herndon) Linda Herndon : Herndon : Computer Ethics, Netiquette, and Other
Concernshttp://www.benedictiine.edu/ethics.html ได้กล่าวถึงบัญญัติสิบประการของการใช้คอมพิวเตอร์ไว้ดังนี้
1. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้ายผู้อื่น
2. ไม่รบกวนจนงานคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น
3. ไม่แอบดูแฟ้มข้อมูลของผู้อื่น
4. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อลักขโมย
5. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเป็นพยานเท็จ
6. ไม่ใช้หรือทำสำเนาซอฟต์แวร์ที่ตนไม่ได้ซื้อสิทธิ์
7. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่มีอำนาจหน้าที่
8. ไม่ฉวยเอาทรัพย์ทางปัญญาของผู้อื่นมาเป็นของตน
9. คิดถึงผลต่อเนื่องทางสังคมของโปรแกรมที่เขียน
10.
ใช้คอมพิวเตอร์ในทางที่แสดงถึงความใคร่ครวญและเคารพ
การทำงานอินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์
จะทำให้สังคมอินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์จะทำให้สังคมอินเทอร์เน็ต
น่าใช้และเป็นประโยชน์ กิจกรรมบางอย่างที่ไม่ควรปฏิบัติจะต้องหลีกเลี่ยง
ในการส่งกระจายข่าวลือไปเป็นจำนวนมาบนเครือข่าย
การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แบบลูกโซ่ เป็นต้น ดังนั้นนักเรียนควรปฏิบัติตามกฎ
กติกา มารยาท หรือ จรรยาบรรณของการรวบรวมเว็บไซด์ต่าง ๆ เอาไว้
เราเพียงแต่ทราบหัวข้อที่ต้องการแล้วเข้าใช้อินเทอร์เน็ตในด้านต่อไปนี้คือ
· การใช้บริการพูดคุยกันแบบออนไลน์ (Chat )
· การใช้กระดานข่าวหรือเว็บบอร์ด
· การใช้บริการพูดคุยกันแบบออนไลน์ (Chat)
· การใช้บริการพูดคุยกันแบบออนไลน์ (Chat )
· การใช้กระดานข่าวหรือเว็บบอร์ด
· การใช้บริการพูดคุยกันแบบออนไลน์ (Chat)
บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีบริการโต้ตอบแบบออนไลน์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Chat ดังนั้นในการสนทนาจะต้องมีมารยาท อีกอย่างหนึ่งว่า Chat ดังนั้นในการสนทนาจะต้องมีมารยาทสำคัญดังนี้
· ควรเรียกสนทนาจากผู้ที่เรารู้จักและต้องการสนทนาด้วย หรือมีเรื่องสำคัญที่จะติดต่อด้วย
· ควรใช้วาจาสุภาพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน
· ก่อนเรียกสนทนา ควรตรวจสอบสถานะการใช้งานของคู่สนทนาที่ต้องการเรียก เพราะการเรียกแต่ละครั้งจะมีข้อความไปปรากฎบนจอภาพ ของฝ่ายที่ถูกเรียกซึ่งจะทำให้สร้างปัญหาในการทำงานได้
·การใช้บริการกระดานข่าวหรือเว็บบอร์ด
บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีบริการกระดานข่าวหรือเว็บบอร์ดให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือข้อมูลข่าวสารถึงกัน ดังนั้นในการใช้ บริการควรเคารพกฎ กติกา มารยาทดังนี้
· ในการเขียนพาดพิงถึงผู้อื่น ให้ระมัดระวังการระเมิดหรือสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น
· ไม่ควรนำข้อความที่ผู้อื่นเขียน ไปกระจายต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเข้าของเรื่อง
· ไม่ควรใช้ข้อความขบขัน คำเฉพาะ คำกำกวม และคำหยาบคายในการเขียนข่าว
· ในการเขียนคำถามลงในกลุ่มข่าวจะต้องเขียนให้ตรงกับกลุ่มและเมื่อจะตอบต้องตอบให้ตรงประเด็น
จริยธรรมในการใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
1. ไม่โฆษณาหรือเสนอขายสินค้า
2. รู้ตัวว่ากำลังกล่าวอะไร
3. ถ้าไม่เห็นด้วยกับหลักพื้นฐานของรายชื่อกลุ่มที่ตนเป็นสมาชิก
ก็ควรออกจากกลุ่มไม่ควรโต้แย้ง
4. คิดก่อนเขียน
5. อย่าใช้อารมณ์
6. พยายามอ่านคำถามที่ถามบรอย (FAQ) ก่อนเสมอ
7. ไม่ส่งข่าวสารที่กล่าวร้าย หลอกลวง หยาบคาย ข่มขู่
8. ไม่ส่งต่อจดหมายลูกโซ่ หรือเมล์ขยะ
9. ถ้าสงสัยไม่ทำดีกว่า
10.
รู้ไว้ด้วยว่าสำหรับผู้เขียน คือ บันทึกฉันท์เพื่อน แต่สำหรับผู้รับ
คือ ข้อความที่จารึกไว้บนศิลาจารึก
11.
ให้ความระมัดระวังกับคำเสียดสี และอารมณ์ขัน
12.
อ่านข้อความในอีเมล์ ให้ละเอียดก่อนส่ง ความประณีตและตัวสะกด
การันต์ เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง
13.
ดูรายชื่อผู้รับให้ดีว่า เขาคือคนที่เราตั้งใจจะส่งไปถึง
การปลูกไม้3อย่างประโยชน์4อย่าง
ประโยชน์ 4 ประการ ไม้ 3 อย่าง เมื่อปลูกไปแล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์ 4 ประการ
คือ
1. ในสภาพปัจจุบันป่าไม้ลดลงเป็นจำนวนมาก
ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง และเพียงพอ ดังนั้น เมื่อมีการปลูกไม้ที่มีความเหมาะสมและมีคุณสมบัติที่ดีเพื่อการใช้สอยและสามารถนำมาใช้เสริมสร้างอาชีพได้
โดยมีการวางแผนอย่างมีส่วนร่วมและดูแลรักษาก็จะทำให้ชุมชนมีไม้ไว้ใช้สอยอย่างไม่ขาดแคลน
และจะไม่สร้างผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่และหากมีการปลูกในปริมาณที่มากพอ
ชุมชนก็สามารถนำมาเสริมสร้างอาชีพเสริมได้ทำให้ชุมชนมีรายได้เสริมให้มีความอยู่ดีกินดีขึ้น
4
2. ไม้ฟืนเป็นวัสดุเชื้อเพลิงพื้นฐานของชุมชน
หากชุมชนไม่มีไม้ฟืนไว้สนับสนุนกิจกรรมครัวเรือน ชุมชนจะต้องเดือดร้อนและสิ้นเปลืองเงินทอง
เพื่อการจัดหาแก๊สหุงต้ม หรือจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดหาวัสดุเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ
3. พืชอาหารและสมุนไพรรวมทั้งสัตว์แมลง
ที่ชุมชนสามารถเก็บหาได้จากธรรมชาติจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าปลอดสารพิษ อันเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยของคนในชุมชน
เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย อีกทั้งถ้ามีปริมาณเกินกว่าที่ต้องการแล้วยังสามารถใช้เป็นสินค้าเสริมสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง
ด้วย
4. เมื่อมีการปลูกไม้เจริญเติบโตเป็นพื้นที่ขยายมากเพิ่มขึ้น
และมีการปลูกเสริมคุณค่าป่าด้วยพันธุ์ต่างๆ ทำให้เกิดความหลากหลายและเป็นการอนุรักษ์ดินและนํ้า
รวมทั้งก่อให้เกิดการอนุรักษ์พื้นที่ต้นนํ้าลำธาร
5
การเพาะชำกล้าไม้ การเพาะชำกล้าไม้ เป็นการผลิตกล้าไม้และจัดเตรียมกล้าไม้
เพื่อเป็นวัตถุดิบในการปลูกในฤดูกาลที่จะมาถึง ซึ่งมีแนวทางดังนี้ โดยจะมีการวางแผนงานเป็นขั้นตอน
เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
1. การจัดหาเมล็ดไม้
สิ่งที่สำคัญที่จะต้องนำมาพิจารณาเกี่ยวกับการจัดหาเมล็ดไม้
คือ
1.1 การคัดเลือกแม่ไม้
ให้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการปลูก
ดังนี้
• การปลูกเพื่อเป็นร่มเงา
ไม้ฟืนสำหรับหุงต้ม ใช้สอยในครัวเรือน และไม้ประดับอาคารสถานที่ พิจารณาเก็บเมล็ดจากแม่ไม้ที่มีความเจริญเติบโตดี
มีความต้านทานโรค การให้ร่มเงาและดอกที่สวยงาม
• การปลูกเป็นสวนป่าเพื่อใช้ในการแปรรูปไม้
ต้องคัดเลือกเก็บเมล็ดจากแม่ไม้ที่ดี ทั้งความเจริญเติบโตและรูปร่างของแม่ไม้ ลำต้นมีความยาวและตรง
เพราะต้นไม้จะเจริญเติบโตดี มีรูปร่างดี ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางพันธุกรรมเป็นปัจจัยหลัก
การปลูกสวนป่าจากเมล็ดที่เก็บจากแม่ไม้ที่ไม่มีการคัดเลือก จะทำให้การเจริญเติบโตไม่สมํ่าเสมอ
ลำต้นคดงอ ผลผลิตตํ่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน การคัดเลือกแม่ไม้ที่ดีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
1.2 การแก่ของเมล็ดไม้
ไม้แต่ละชนิดมีช่วงเวลาการแก่ของเมล็ดไม่ตรงกัน
เช่น ประดู่ ผลจะแก่ประมาณเดือนกันยายน- ตุลาคม สัก สะเดา ประมาณกุมภาพันธ์-มีนาคม ไม้ตระกูลยาง
เช่น ยางนา เต็ง รัง ตะเคียนทอง ประมาณเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งในแต่ละปีช่วงเวลาการแก่
อาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับพื้นและสภาวะดินฟ้าอากาศ ไม้บางชนิดอาจไม่ให้ผลเลยก็ได้ในบางปี
เช่น ตะเคียนทอง ดังนั้นจะต้องหมั่นสังเกตการออกดอกออกผล เพื่อจะได้เก็บในขณะที่ผลแก่พอดี
การเก็บเมล็ดที่ยังไม่แก่จะทำให้เมล็ดไม้ไม่งอกหรืองอกแต่อ่อนแอ การตรวจสอบการแก่ของเมล็ดไม้
มี 2 วิธี คือ
• การตรวจสอบด้วยสายตา
เป็นการตรวจสอบลักษณะภายนอก โดยสังเกตการณ์แก่จากการเปลี่ยนแปลงสีและการแห้งของฝัก-ผล ชนิดที่เป็นฝักโดยทั่วไปเมื่อฝักแก่จะเปลี่ยนเป็นสีนํ้าตาลดำ เช่น คูณ กัลปพฤกษ์
หางนกยูงฝรั่ง ประดู่ พวกเป็นผลสด เช่น สะเดา ซ้อ เลี่ยน ผลจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง
พวกในตระกูลไม้ยาง เช่น ยางนา เต็ง รัง ตะเคียนทอง ตะเคียนหิน ผลจะมีปีกยาว
2-4 ปีก การแก่สังเกตจากปีกสีเขียวเปลี่ยนเป็นสีนํ้าตาล
• การตัดเมล็ด เพื่อสังเกตการณ์พัฒนาทางกายภาพของเมล็ด วิธีการคือ ใช้กรรไกรตัดกิ่งไม้ มีดตัดเมล็ด
เพื่อตรวจดูสภาพของเปลือกเมล็ดและต้นอ่อน ซึ่งจะเป็นส่วนของใบเลี้ยงที่เห็นได้ชัดเจน
ถ้าเมล็ดไม้แก่จะมีความแข็งของเปลือกเมล็ดและใบเลี้ยง เป็นวิธีการทดสอบความมีชีวิตของ
6
เมล็ดไม้ คือ เมล็ดมีชีวิตจะสด
แข็ง ไม่มีเมลงและเชื้อราทำอันตราย ทำให้สามารถประเมินเปอร์เซ็นต์ที่เมล็ดไม้จะงอกได้
1.3 การเก็บเมล็ดไม้
ใช้อุปกรณ์ในการเก็บเมล็ดไม้
ที่จะทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วปลอดภัยประหยัด อุปกรณ์ เช่น บันไดไม้ไผ่ กรรไกรกระตุกกิ่ง
มีดตัดกิ่ง ผ้าใบรองรับเมล็ดไม้ ภาชนะใส่เมล็ดไม้ การเดินทางและการขนส่ง การเขียนป้ายเก็บเมล็ดไม้กำกับไว้ในภาชนะบรรจุเมล็ดไม้
บันทึกชื่อชนิดไม้ สถานที่เก็บ วันที่เก็บ 1.4
การปฏิบัติต่อเมล็ดไม้ เมล็ดไม้เมื่อเก็บมาแล้วบางชนิดต้องการการผึ่งตากให้แห้งก่อน
และยังต้องมีการแยกเมล็ดออกจากฝักหรือผล เช่น ผลยูคาลิปตัส ต้องตากให้แห้งเพื่อให้แคปซูลเปิดปล่อยเมล็ด
ฝักกระถินณรงค์ต้องตากให้แห้ง ตีด้วยไม้ให้เมล็ดหลุดจากฝัก ผลสะเดาต้องบีบถู ขัดให้เนื้อหุ้มออกจากเมล็ดแล้วผึ่งให้แห้ง
โดยมีวิธีปฏิบัติตามชนิดของผล-ฝัก ดังนี้
• ชนิดแห้งแล้วตาก
เช่น กระถินณรงค์ กระถินยักษ์ แคฝรั่ง หางนกยูง เสลา อินทนิล
ยูคาลิปตัส ฯลฯ เมื่อตากแห้งดีแล้วเมล็ดจะค่อยหลุดร่วงจากฝัก หรือร่วงด้วยการเขย่า
ตี
• ชนิดแห้งแล้วไม่แตก
เช่น คูณ กัลปพฤกษ์ พยุง ชิงชัน ตากให้แห้งสนิทแล้วแยกเมล็ดด้วยการทุบ
ตีฝักแล้วฝัดแยกเมล็ด สำหรับเมล็ดไม้สัก ประดู่ ใช้วิธี ขัด ถู สิ่งห่อหุ้ม
• ชนิดผลสดมีเนื้อหุ้ม
เช่น สะเดา เลี่ยน ซ้อ มะกอก ใช้วิธี ขยี้ ขัด ถู ให้เนื้อหุ้มแยกออกแล้วล้างทำความสะอาดและตากให้แห้งก่อนเก็บรักษา
ยกเว้นสะเดาไม่ควรทำให้แห้งมากเพราะเมล็ดจะสูญเสียความมีชีวิต
1.5 การเก็บรักษาเมล็ดไม้
การเก็บรักษา มีความสำคัญต่อความมีชีวิตของเมล็ดไม้
เมล็ดไม้หลายชนิดควรเก็บในภาชนะปิดสนิทในอุณหภูมิตํ่า เช่น ในห้องเย็น ตู้เย็น อุณหภูมิ 2-15 องศาเซนติเกรด เมล็ดชนิดที่มีเปลือกแข็ง
เช่น คูณ หางนกยูง กระถินณรงค์ กระถินเทพา และขี้เหล็ก เก็บรักษาในอุณหภูมิตํ่าจะรักษาความมีชีวิตได้หลายปี
บางชนิดเก็บรักษาได้ไม่นาน เช่น สะเดา และไม้ตระกูลยางชนิดต่างๆ อายุเก็บรักษาได้เพียงไม่กี่สัปดาห์
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นรีบนำไปเพาะชำ 7
โครงสร้างของเมล็ดไม้ใบเลี้ยงคู่ (ไม้ป่าทั่วไป) และใบเลี้ยงเดี่ยว
(พวกข้าวโพด)
2. รูปแบบเรือนเพาะชำ
สามารถจัดสร้างเพาะชำได้หลายรูปแบบ
ดังนี้
2.1 สร้างเรือนเพาะชำถาวร คือสร้างให้สามารถใช้งานได้หลายปี หลังคาตีด้วยไม้ระแนงตัวเว้นตัวในแนวขวางตะวันเพื่อให้กล้าไม่ได้รับแสงแดดประมาณ 50%
2.2 สร้างแบบชั่วคราว
โดยใช้เสาและตัวเรือนเพาะชำที่แข็งแรงพอสมควร
หลังคาใช้ใบมะพร้าว ก้านปอแก้ว ถ้ามีทุนพอและเพื่อให้เกิดความสวยงามควรใช้เน็ทดำพลาสติกที่มีขายอยู่ทั่วไป
3 การเรียงถุงเพาะชำในที่โล่งแจ้ง
สร้างที่มุงแดดเฉพาะแถวที่เพิ่งย้ายชำใหม่ทีละแถวหรือใช้ที่ครอบกันแดดชั่วคราว
แบบนี้ประหยัดกว่า 2 ฉบับแรก
คลุมไว้จนกว่ากล้าไม้ตั้งตัวได้แล้วจึงยกออก 2.4 การเรียงถุงใต้ร่มเงาไม้
โดยการดายหญ้าและวัชพืชออกให้หมดปรับพื้นที่เรียบแล้วจัดเรียงถุงเพาะชำในบริเวณร่มเงา
ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก แต่มีข้อเสียที่กล้าไม้จะได้รับการแพร่กระจายโรค รา และแมลงจากไม้ไห้ร่มได้ง่าย
ตลอดทั้งกิ่งใบร่วงหล่นทับทำให้เกิดความเสียหายได้ 3. การเตรียมวัสดุเพาะ
วัสดุเพาะที่ใช้ได้ดีที่สุด คือ ดินที่มีธาตุอาหารสมบูรณ์
มีการระบายนํ้าและอากาศดี คือ หน้าดินจากป่า ซึ่งเกิดจากการผุพังของซากพืช แต่การหาดินเช่นนี้ยาก
ดังนั้น เมื่อตรวจดินที่หามาได้ยังไม่เหมาะสมพอ จึงต้องผสมสิ่งอื่นเข้าไปเพื่อเพิ่มคุณสมบัติของดินให้เหมาะสมแก่การเพาะชำ
ซึ่งมีหลักพิจารณาโดยกว้างๆ ดังนี้ ทราย แกลบเผา เพื่อให้การระบายนํ้า-อากาศดี แกลบเผา เพื่อทำให้นํ้าหนักเบาและเพิ่มความเป็นด่าง ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก
เพื่อเพิ่มธาตุอาหาร ทำให้ดินเกาะตัวกันและอุ้มนํ้าในดินดีขึ้น ขุ๋ยมะพร้าว ขี้เลื่อย
เพื่อเพิ่มการอุ้มนํ้า 8
การผสมวัสดุเพาะไม่มีสูตรเฉพาะ แต่ขึ้นอยู่กับสภาพดินและธาตุอาหารในดิน
ดังนั้น ถ้าดินเป็นดินเหนียวจัดการระบายนํ้าไม่ดี และธาตุอาหารตํ่าต้องเพิ่มทรายหรือแกลบเผา
และปุ๋ยคอก ในอัตราส่วนสูง เช่น ดิน : ทราย หรือ แกลบเผา : ปุ๋ยคอก = 5:2:1 ถ้าเป็นดินร่วนดินปนทรายมาก ควรเพิ่มปุ๋ยคอก เช่น ดิน : ปุ๋ยคอก = 10:1 การผสมตามอัตราส่วนที่ยกตัวอย่างนี้อาจจะใช้
บุ้งกี๋ ถังตักนํ้า ฯลฯ เป็นภาชนะตวง เช่น ดิน : ปุ๋ยคอก
= 5:1 ก็คือ ดิน 5 บุ้งกี๋ผสมปุ๋ยคอก 1
บุ้งกี๋ โดยหลักการองค์ประกอบของดินที่เหมาะสมในการปลูกพืชโดยทั่วไป
จะประกอบด้วยเนื้อดินที่เป็นของแข็งที่เป็นแร่ธาตุ 45% อากาศ
25% อินทรีวัตถุ 5% 4. การจัดทำแปลงเพาะ ปฏิบัติได้ 2 แบบ คือ 4.1 จัดทำภายในเรือนเพาะชำ
โดยทำเป็นกะบะเพาะด้วยการก่อด้วยอิฐบล็อค หรือด้วยไม้กระดาน
ดินที่ใส่กะบะเพาะควรเป็นทรายร่วนหรือดินร่วนปนทราย จะผสมปุ๋ยคอกด้วยก็ควรผสมในอัตราตํ่าประมาณ
10:1 4.2 จัดทำภายนอกเรือนเพาะชำ ด้วยการขุดยกร่องกลางแจ้ง
ขุดลึกตํ่ากว่าระดับดิน 8-9 นิ้ว ย่อยดินแล้วยกร่องให้สูง
3-5 นิ้ว เพื่อป้องกันนํ้าท่วมขัง หรือทำเป็นกะบะเพาะเช่นเดียวกับ
5.1 เมื่อทำการหว่านเมล็ดลงแปลง จะต้องจัดทำที่ครอบกันแดดหรือใช้ฟาง
หญ้าแห้ง คลุมให้จนกว่ากล้าไม้จะแข็งแรงพอ จึงเปิดให้รับแดดต่อไป 5. ฤดูกาลหรือเวลาเริ่มเพาะ ช่วงเวลาที่จะนำกล้าไม้ไปปลูกโดยทั่วไป
จะอยู่ในช่วงฤดูฝนซึ่งอาจเริ่มตั้งแต่ เดือนมิถุนายน ดังนั้น การเพาะชำกล้าไม้จะต้องมีเวลาพอให้กล้าไม้เติบโตได้ทัน
กล้าไม้บางชนิดโตเร็วบางชนิดโตช้า เวลาที่จะเริ่มเพาะจึงไม่พร้อมกัน กล้าไม่โตเร็ว
เช่น ยูคาลิปตัส ขี้เหล็กบ้าน หางนกยูงฝรั่ง ขนุน อายุ 2 เดือน
สามารถนำไปปลูกได้ ถ้าเพาะแต่ต้นปีรากจะลงดินทำให้เปลืองแรงงานตัดรากและดูแลรักษา ไม้บางอย่างในช่วงเป็นกล้าไม้โตช้า
เช่น สัก ยมหอม และกระทุ่มนํ้า อาจต้องเตรียมล่วงหน้าหลายเดือนหรือเป็นกล้าค้างปี ไม้บางชนิดไม่สามารถเก็บรักษาเมล็ดได้นาน
จะต้องเฝ้ารอให้เมล็ดแก่ และเมื่อเก็บเมล็ดแล้วต้องเพาะทันที เช่น สะเดาและไม้ตระกูลยาง
เช่น ยางนา ยางแดง เต็ง รัง ตะเคียนหิน ตะเคียนทอง 6. การปฏิบัติต่อเมล็ดไม้ก่อนเพาะเพื่อเร่งการงอก
เมล็ดไม้แต่ละชนิดมีความสามารถในการงอกได้เร็วต่างกัน ซึ่งเกิดจากการงันของเมล็ดไม้
ซึ่งคือ การที่เมล็ดไม่สามารถที่จะงอกได้ แม้ว่าจะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม คือ
ความชื้น (นํ้า) ออกซิเจน แสงสว่าง และอุณหภูมิที่เหมาะสมแล้วก็ตาม
ซึ่งมีสาเหตุจากเปลือกเมล็ด และส่วนที่ห่อหุ้ม 9
เมล็ด ไม่ยอมให้นํ้าและอากาศผ่านเข้าไปถึงต้นอ่อน เป็นเหตุให้เมล็ดไม่สามารถจะงอกได้
ดังนั้นจึงต้องหาวิธีการที่จะทำให้นํ้าและอากาศผ่านเข้าไปให้ได้ ด้วยวิธีทำให้เปลือกเมล็ดและสิ่งที่ห่อหุ้มเสียหายหรือเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติยอมให้นํ้าและอากาศผ่านได้
การปฏิบัติต่อเมล็ดก่อนเพาะที่เหมาะสมมีผลดีต่อการเพาะชำกล้าไม้อย่างมาก คือ ทำให้เมล็ดงอกอย่างรวดเร็ว
ได้กล้าไม้มีขนาดสมํ่าเสมอ เมล็ดแต่ละชนิดมีเปลือกที่มีความแข็งแตกต่างกัน การเร่งการงอกต้องปฏิบัติแตกต่างกัน
ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้
การขลิบตัดเมล็ดไม้เพื่อเร่งการงอก
โดยตัดตรงข้ามกับด้านรากก่อน
6.1 ชนิดที่มีเปลือกเมล็ดแข็งหนา
ไม่ว่าจะเอาไปแช่นํ้าเย็นหรือรวกแช่ด้วยนํ้าร้อนก็ไม่
ได้ผล การงอกจะตํ่ามาก และใช้เวลานานกว่าจะได้จำนวนกล้าไม้ที่ต้องการ
มีวิธีปฏิบัติ คือ การให้เปลือกเมล็ดเสียหายโดยการถูกระดาษทราย ขลิบ ตัดเมล็ดด้านที่อยู่ตรงข้ามกับต้นอ่อนด้วย
กรรไกร มีด ให้พอเห็นใบเลี้ยงที่อยู่ข้างใน อีกวิธีหนึ่ง คือ วิธีแช่ในกรดเข้มข้น เช่น
กรดกำมะถัน 95-97 % เป็นเวลาตั้งแต่
10-60 นาที ขึ้นอยู่กับความแข็งหนาของเปลือกและขนาดของเมล็ดไม้แต่ละชนิด
เช่น คูณ กัลปพฤกษ์ หางนกยูงฝรั่ง เป็นต้น เมล็ดไม้ที่ได้รับการปฏิบัติด้วยวิธีนี้
อัตราการงอกเร็วมากโดยจะใช้เวลางอกในหนึ่งสัปดาห์ได้ถึง 90 % หรือมากกว่าและได้กล้าไม้ที่มีขนาดสมํ่าเสมอกัน 6.2 ชนิดที่มีเปลือกเมล็ดแข็ง ไม่สามารถปรับปรุงการงอกได้
ด้วยการแช่นํ้าธรรมดา แต่ด้วยวิธีลวกแช่นํ้าร้อน วิธีปฏิบัติ คือ เทนํ้าเดือดใส่เมล็ดแล้วปล่อยให้เย็นแช่ไว้
ประมาณ 1 เซนติเมตร ถึง 1 คืน แล้วจึงนำไปเพาะเมล็ดในกลุ่มนี้
เช่น ขี้เหล็กบ้าน ขี้เหล็กอเมริกา กระถินณรงค์ กระถินเทพา ถ่อน พฤกษ์ ฯลฯ
การลวกแช่เมล็ดด้วยนํ้าร้อน
10
6.3 ชนิดที่มีสิ่งห่อหุ้มเมล็ดแข็งหนา เป็นกลุ่มที่เมล็ดบรรจุอยู่ข้างในเปลือกหุ้มเมล็ดที่แข็งและหนา
เช่น สัก เลี่ยน มะกอก ประดู่ การงอกเป็นไปอย่างล่าช้า เพราะเมล็ดงอกโผล่ออกมาได้ยาก
วิธีการปรับปรุงการงอกก็โดยใช้มีดตัด ผ่าให้แตกโดยเป็นอันตรายต่อเมล็ดน้อยที่สุดหรือใสช้เครื่องขัดผิวและตีปีกเพื่อให้สิ่งที่ห่อหุ้มเมล็ดได้รับความเสียหาย
อีกวิธีก็คือการแช่หมักให้ส่วนหุ้มภายนอกค่อยๆ สลายตัว เช่น ใส่กระสอบไว้กลางแดด รดนํ้าให้ความชุ่มชื้นทุกวันหรือรดนํ้าทุกวันเว้นวันประมาณ 5-7 วัน จึงนำลงแปลงเพาะ
เมล็ดไม้ตระกูลยางบางชนิด
6.4 ชนิดที่มีเปลือกเมล็ดบางหรือนิ่มนํ้าซึมผ่านเข้าไปได้ง่าย
เช่น แคฝรั่ง สีเสียดแก่น
มะขามเทศ สะเดา เมล็ดเหล่านี้นำลงแปลงเพาะได้เลย การแช่นํ้าปรับปรุงการงอกได้เล็กน้อย
ไม่แตกต่างทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับเมล็ดที่ไม่แช่นํ้า สำหรับสะเดาให้บีบเอาเนื้อหุ้มเมล็ดออกนำไปล้างนํ้า
ผึ่งในร่มให้แห้งจึงนำไปเพาะ6.5 ชนิดที่มีปีก เป็นเมล็ดไม้ในกลุ่มไม้ตระกูลยาง
เช่น ยางนา ยางแดง ยางยูง เต็ง รัง เหียง พลวง ฯลฯ นำเมล็ดแก่เด็ดปีกถึงโคนแล้วนำลงเพาะได้เลย
6.5 ชนิดที่มีปีก
เป็นเมล็ดไม้ในกลุ่มไม้ตระกูลยาง
เช่น ยางนา ยางแดง ยางยูง เต็ง รัง เหียง พลวง ฯลฯ นำเมล็ดแก่เด็ดปีกถึงโคนแล้วนำลงเพาะได้เลย
การตัดผลของชนิดไม้ที่มีส่วนห่อหุ้มเมล็ดแข็งมาก
เพื่อช่วยเร่งการงอก 11
การเพาะเมล็ดไม้ การเพาะปฏิบัติได้
2 วิธี คือ 7.1 นำเมล็ดลงถุงดินโดยตรง วิธีนี้ใช้กับเมล็ดขนาดใหญ่ เช่น ขนุน มะค่าโมง มะค่าแต้ หรือเมล็ดที่มีเปอร์เซ็นต์การงอกดี
กล่าวคือ 90% ขึ้นไป รดนํ้าให้ชุ่มเสียก่อนจึงกดเมล็ดลงให้จมลงตํ่ากว่าผิวดินประมาณ
3-5 มิลลิเมตร วิธีการ วางเมล็ดต้องพิจารณาว่าเมล็ดจะแทงยอดอ่อนโพล่พ้นดินได้ง่าย
จึงควรวางนอนราบโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมล็ดที่มีขนาดใหญ่ เช่น ขนุน มะค่าโมง มะฮอกกานี
7.2 เพาะในกะบะเพาะก่อนย้ายชำ โดยวิธีหว่านให้กระจายทั้งกะบะเพาะ
แล้วโรยดินกลบให้สมํ่าเสมอหนาประมาณ 3-5 มิลลิเมตร หรือจะหว่านเป็นแนวโดยเซาะร่องก่อน
แล้วโรยลงร่องแล้วกลบ วิธีนี้ง่ายต่อการกลบเมล็ด เสร็จแล้วรดนํ้าให้ชุ่ม การคลุมกะบะเพาะด้วยพลาสติกใส
จะช่วยให้ดินรักษาความชื้นได้นาน และทำให้ความชื้นของอากาศและอุณหภูมิสูงขึ้น เป็นการเร่งการงอกของเมล็ดไม้อีกด้วย
เมล็ดไม้งอกได้ดีในอุณหภูมิประมาณ 30-40 องศาเซนติเกรด เมื่อกล้าไม้ตั้งตัวได้จึงเอาพลาสติกที่คลุมออก
และเมื่อกล้าไม้ได้ขนาดจึงย้ายชำลงถุงพลาสติกต่อไป ปัจจัยที่จำเป็นต่อการงอกของเมล็ดไม้ในระยะแรกมีความชื้น
(นํ้า) ออกซิเจน แสง และอุณหภูมิที่เหมาะสม ปัจจัยเหล่านี้จะไปกระตุ้นการงอกของเมล็ด
โดยใบเลี้ยงจะมีบทบาทสำคัญต่อการงอกเป็นตัวสร้างอาหารและพลังงานแก่การงอก ธาตุอาหารในดินจะถูดดูดขึ้นไปใช้ในภายหลังที่ได้สร้างใบแท้ขึ้นมาแล้ว
ปุ๋ยจึงจำเป็นในระยะกล้าไม้ตั้งตัวได้ 12
8. การเตรียมถุงดิน
วัสดุเพาะที่เตรียมไว้แล้วนำมากรอกลงถุงพลาสติก
ซึ่งขนาดที่ใช้เพาะชำทั่วไป คือ 4 x 6 นิ้ว แต่การเพาะชำกล้าไม้บางชนิด ซึ่งต้องการนำไปปลูกขณะยังมีขนาดเล็ก เช่น
ยูคาลิปตัส อายุ 2 เดือน แล้วนำไปปลูกจะใช้ถุงขนาด
3x5 นิ้ว ก็ได้ แต่ถ้าเป็นกล้าค้างปี ซึ่งจะมีขนาดสูงระบบรากก็จะมากด้วยต้องย้ายกล้าไปลงถุงใหญ่ขนาด
8x11, 8x12 นิ้ว วิธีการกรอกดินใช้อุปกรณ์ง่ายๆ ตัดลำไม้ไผ่ขนาดใกล้เคียงถุงพลาสติกคล้ายปากฉลาม
เพื่อใช้ตักดินและเทใส่ถุงได้สะดวก ถุงพลาสติกควรเจาะรูจำนวน 4-8 รู ขนาดประมาณ 5 มิลลิเมตร ให้สูงกว่าก้นถุงประมาณ
4-5 เซนติเมตร ขยุบมุมก้นถุงเข้าใน เพื่อให้การวางถุงสะดวก เมื่อวางรูที่เจาะควรสูงกว่าพื้นประมาณ
1 เซนติเมตร การจัดวางเรียงถุงให้เป็นระเบียบโดยจัดเรียงเป็นบล๊อกๆ ขนาดกว้าง
15 ถุงยาว 40 ถุง จะได้กล้าไม้จำนวน
600 ถุง จัดเรียงบล๊อกให้เป็นระเบียบ เพื่อความสะดวกในการทำงานและตรวจนับ
9. การย้ายชำ
ขนาดของกล้าไม้ที่เหมาะสมในการย้ายชำของไม้แต่ละชนิดแตกต่างกันไป
สิ่งสำคัญที่ใช้ในการพิจารณา คือ จะต้องแน่ใจว่าเป็นต้นกล้าที่แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่ใช่ต้นกล้าที่ผิดปกติ
เช่น ไม่มีรากอ่อน หรือ ยอดอ่อนที่จะพัฒนาเป็นต้นกล้าที่สมบูรณ์ได้ ซึ่งจะต้องตายในเวลาต่อไป
ทำให้เสียเวลาย้ายชำซํ้า หรือคัดออก กล้าไม้ที่เหมาะสมในการจะย้ายชำควรมีใบแท้ที่สมบูรณ์
ปกติมีสีเขียว 1-2 คู่ มีลำต้นและระบบรากที่แข็งแรง
เมล็ดที่เริ่มแทงรากอ่อนออกมายังไม่ควรย้ายชำ เพราะอาจมียอดอ่อนไม่สมบูรณ์หรือถูกแมลงทำลาย
การถอนกล้าจากกะบะเพาะต้องระวังไม่ให้ ราก ลำต้น ใบอ่อน ได้รับความเสียหาย ด้วยการรดนํ้าให้ชุ่มก่อนถอนกล้า
ถ้าเป็นกล้าขนาดใหญ่อาจใช้ไม้หรือพลั่วพรวนดินช่วยแซะ นำกล้าอ่อนใส่ภาชนะที่มีนํ้าพอประมาณ
เพื่อให้กล้ารักษาความสดชื่นพร้อมที่จะนำไปชำใส่ถุง ก่อนชำควรรดนํ้าดินในถุงให้ชุ่ม
แล้วปล่อยนํ้าระบายชั่วขณะ ใช้ไม้ปลายแหลมขนาดใหญ่กว่ารากพอประมาณแทงลงดิน ควรลึกประมาณความยาวของรากสอดราก
แล้วใช้นิ้วชี้กดดินที่ด้านหนึ่งด้านใดของต้นกล้า เพื่อปิดช่องง่างระหว่างรากกับดินแล้วรดนํ้าซํ้าอีกครั้ง
การชำกล้าไม้ต้องปฏิบัติในเรือนเพาะชำหรือจัดทำที่ครอบกันแดดจัดให้ในช่วง
2-3 อาทิตย์แรกจนกว่ากล้าไม้ตั้งตัวได้ แยกถุงที่กล้าตายออกนำไปรวมแปลงใหม่เพื่อใช้ย้ายชำอีก
ถ้าตายอีกให้เทดินออกเพื่อรอใช้กรอกดินคราวต่อไป การใช้ทรายหยาบโรยทับหน้าถุงชำกล้าไม้ที่รอด
จะช่วยป้องกันหน้าดินจับตัวแน่นจากแรงกระแทกของนํ้าที่รด ป้องกันการเกิดตะไคร่หน้าดินและนํ้าซึมผ่านได้ง่าย
10. การดูแลรักษากล้าไม้
10.1 การรดนํ้าหลังการย้ายชำ
ควรลดนํ้าวันละสองครั้งเช้าและเย็น
โดยใช้บัวที่มีรูขนาดเล็ก หลีกเลี่ยงหรือระมัดระวังการใช้สายยางฉีดจะทำให้กล้าไม่ได้รับอันตราย
เมื่อกล้าไม้โตแข็งแรงสูงประมาณ 20 เซนติเมตร จะรดนํ้าวันละครั้งในตอนเช้าก็ได้ 10.2 การกำจัดวัชพืช ปฏิบัติประมาณเดือนละ 1 ครั้ง โดยปฏิบัติหลังจากรดนํ้ากล้าไม้ 13
10.3 การป้องกันและกำจัดศัตรูพืช เช่น แมลงกัดกินใบ เชื้อราทำลาย โดยหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอ
ถ้าตรวจพบควรรีบกําจัดด้วยการใช้สารเคมีป้องกันกําจัดศัตรูพืชไม่เหมือนกัน จะต้องซื้อมาใช้ให้ตรงกับศัตรูพืชชนิดนั้น
เช่น ใช้กับแมลง ใช้กับเพลี้ยหรือใช้กับเชื้อรา เป็นต้น และจะต้องทำความเข้าใจวิธีใช้และปฏิบัติให้ถูกต้อง
10.4 การตัดรากกล้าไม้ เมื่อกล้าไม้โตข้นรากจะแทงลงดิน จึงควรตรวจดูอยู่เสมอ
และใช้กรรไกรตัดรากที่โผล่ออกมานอกถุง ปฏิบัติประมาณ 3 เดือนต่อครั้ง และทำการรดนํ้าวันละ
2 ครั้ง จนกล้าไม้ฟื้นตัว 10.5 การจัดชั้นความสูงของกล้าไม้
เป็นการจัดกล้าไม้เรียงลำดับความสูง เพื่อให้กล้าไม้ขนาดต่างๆ
ได้รับแสงแดดเท่าเทียมกัน และง่ายต่อการคัดกล้าไม้ได้ขนาด เพื่อนำไปปลูกหรือจำหน่ายและขจัดกล้าไม้ผิดปกติและมีโรคราทำอันตรายออกไป
10.6 การทำให้กล้าไม้แกร่ง กล้าไม้ที่อยู่ในร่มเงาของเรือนเพาะชำมาตลอดนั้น
ถ้าขนย้ายไปปลูกทันทีกล้าไม้จะตายได้ เพราะไปกระทบกับภาวะแห้งแล้ง แดดจัดเกินไปบ้าง
ไม่สามารถปรับสภาพให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมภายนอกดังนั้นจึงควรทำให้กล้าแกร่งเสียก่อน
โดยการเปิดหลังคาเรือนเพาะชำหรือขนออกมาไว้ข้างนอกเพื่อให้ชินกับสภาพแดดจัด ความแห้งแล้งและด้วยการลดปริมาณนํ้าที่ให้
จากที่เคยรดนํ้าทุกวันเป็นวันเว้นวัน ประมาณ 1 เดือน ก่อนนำไปปลูกจะทำให้การรอดตายสูง
การปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้
กำหนดวัตถุประสงค์ของการปลูก
ก่อนที่จะปลูกต้นไม้ชนิดใด
ควรที่จะศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับลักษณะนิสัยสภาพความเป็นอยู่ตามธรรมชาติของต้นไม้ชนิดนั้นๆ
ก่อนว่ามีความเหมาะสมกับพื้นที่ที่ต้องการปลูกว่า สามารถเจริญเติบโตให้คุณประโยชน์ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่เพียงใด
เพราะต้นไม้แต่ละชนิดมีลักษณะนิสัยสภาพความเป็นอยู่แตกต่างกัน หากนำมาปลูกในที่ที่ไม่เหมาะสมจะทำให้เจริญเติบโตช้าและแคระแกรนได้
ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น ถ้านำต้นไม้ที่ชอบขึ้นอยู่ในที่ชื้นภายใต้ร่มเงาไม้อื่น
มาปลูกในที่ดินแห้งแล้ง โล่งแจ้งได้รับแสงแดดเต็มที่ ต้นไม้จะมีอาการผิดปกติ เจริญเติบโตได้ไม่ดีและอาจตายลงได้
ปัจจัยที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสภาพความเป็นอยู่ตามธรรมชาติของต้นไม้ ที่ควรคำนึงถึง ได้แก่
ลักษณะดิน สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ การปลูกต้นไม้ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของการปลูกให้ชัดเจนว่า
ปลูกเพื่อมุ่งหวังผลประโยชน์อย่างไร การปลูกต้นไม้ ผู้ปลูกย่อมคาดหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าด้วยเหตุผลนี้
จึงเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับการคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่จะปลูก 14
วัตถุประสงค์ของการปลูกต้นไม้ แบ่งแยกได้ดังนี้
• ปลูกเพื่อการอนุรักษ์
• ปลูกเพื่อการใช้สอยในครัวเรือนหรือเป็นไม้เศรษฐกิจ
• ปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับให้ร่มเงาหรือตกแต่งให้ความสวยงาม
การสำรวจพื้นที่เพื่อกำหนดเป็นพื้นที่ปลูก
คัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้ และการจัดหากล้าไม้
การกำหนดพื้นที่ปลูก
เมื่อตัดสินใจกําหนดวัตถุประสงค์ของการปลูกต้นไม้ไว้เรียบร้อยแล้ว
สิ่งที่จำเป็นที่ต้องกระทำต่อไป คือ การกำหนดพื้นที่เพื่อให้มีความเหมาะสมกับชนิดพันธุ์ไม้ที่จะเลือกปลูก
โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
• ปัจจัยเกี่ยวกับลักษณะของดิน
ควรพิจารณาสภาพความสมบูรณ์ หรือลักษณะของดินว่าเป็นดินประเภทใด มีสภาพความเป็นกรดหรือเป็นด่างอย่างไร
เป็นดินเหนียว ดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย มีการระบายนํ้าได้ดีหรือไม่เพียงใด พื้นที่เป็นที่ราบลุ่มหรือมีความลาดเอียง
ใกล้ไกลแหล่งนํ้าเหมาะสมกับพันธุ์ไม้ชนิดใด
• ปัจจัยที่เกี่ยวกับสภาพดินฟ้าอากาศ
• ปัจจัยที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมบริเวณพื้นที่การปลูกว่ามีสภาพเป็นอย่างไร
ต้องมีความปลอดภัยกับต้นไม้ และพิจารณากำหนดระยะปลูกให้มีความเหมาะสมกับชนิดและขนาดของต้นไม้ที่จะปลูก
การเลือกชนิดพันธุ์ไม้
ชนิดพันธุ์ไม้ที่จะนำมาปลูกนั้นให้พิจารณาให้เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ ประเภทไม้เพื่อการใช้สอย
ไม้เสริมสร้างเชิงเศรษฐกิจ ไม้ฟืน หรือประเภทไม้กินได้และสมุนไพร การจัดหากล้าไม้ ข้อพิจารณาคือแหล่งผลิตกล้าไม้อยู่ไกลกับสถานที่ปลูกมากน้อยเพียงใด
เพราะการขนย้ายกล้าไม้ไกลๆ หรือในทางทุรกันดารจะทำให้กล้าไม้บอบชํ้าเมื่อนำไปปลูกโดยทันทีจะมีเปอร์เซนต์รอดตายตํ่า
การเตรียมพื้นที่ปลูก
การเตรียมดินเป็นเรื่องสำคัญยิ่งของการปลูกต้นไม้
และจะให้ได้ผลดีจะต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า โดยการปรับระดับพื้นที่ให้ได้ตามต้องการ
และเพื่อความสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย ควรมีการกำหนดแผนผังการปลูกต้นไม้ และทำการขุดหลุม
ดังนี้
• ขุดหลุมขนาด กว้าง
x ยาว x ลึก ประมาณ 30 x 30 x 30 ซม. (กล้าไม้ถุงขนาด 4 x 6 นิ้ว
หรือ 10 x 12 นิ้ว)
15
• ลักษณะหลุมจะขุดเป็นรูปสี่เหลี่ยม
หรือวงกลม
• ดินที่ขุดขึ้นจากหลุมควรแยกหน้าดิน
และดินชั้นล่าง
• สับ บด ย่อย และตาก
ดินที่ขุดขึ้นมาให้ร่วนดีที่สุด
• ใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมหนาประมาณ
10 – 20 ซม.
• ปุ๋ยที่ใช้ควรเป็นปุ๋ยคอก
ปุ๋ยหมัก หรือเศษไม้ใบหญ้าที่เริ่มผุสลายตัว
ในกรณีที่พื้นที่เตรียมการปลูกเป็นดินเหนียวจัด
ควรเอานํ้ารดให้ชุ่ม เพื่อให้ขุดง่ายเบาแรงขึ้น ดินที่ขุดขึ้นควรใช้ปูนขาว หรือสารเคมีปรับปรุงดินบางชนิด
เช่น โดโรไมท์ ผสมกับทรายและปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกเคล้ากับเนื้อดินตากแดดทิ้งไว้นานประมาณ 1-2 สัปดาห์ รดนํ้าเป็นระยะ พร้อมกับพรวนดินตามสมควร
จะทำให้ดินร่วนและดีขึ้น สำหรับพื้นที่ที่ดินเป็นดินปนทรายมาก การปรับปรุงดินจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยคอก
เพื่อทำให้ดินจับเป็นก้อนแน่นอุ้มนํ้าและมีอาหารมากขึ้น
จัดหาอุปกรณ์และเตรียมวัสดุสำหรับใช้ปลูกต้นไม้
• จัดหาและเตรียมอุปกรณ์
เครื่องมือ เครื่องใช้ในการปลูกต้นไม้ให้พร้อม เพื่อความสะดวกในการปลูกต้นไม้ เช่น
จอบ เสียม พลั่วตักดิน บุ้งกี๋ และยานพาหนะลำเลียงขนส่งกล้าไม้ไปยังจุดที่เตรียมหลุมปลูก
• หน้าดินผสม สำหรับกลบหลุมปลูก
ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก สำหรับรองก้นหลุม และสารอุ้มนํ้า (ถ้ามี)
และใช้ในกรณีปลูกก่อนหรือหลังฤดูฝน
• หลักคํ้ายัน ยึดต้นไม้
กันลมพัดโยก และช่วยในการทรงตัวของต้นไม้ให้ตั้งตรง เชือกสำหรับผูกยึดต้นไม้กับหลัก
การปลูก
ต้นไม้ที่นำมาปลูกส่วนใหญ่
มักจะบรรจุในถุงพลาสติกให้ใช้มีดกรีดถุง ควรระวังอย่าให้รากของต้นไม้ได้รับความกระทบกระเทือนมากนัก
และวางต้นไม้ลงในหลุมที่ขุดให้ระดับรอบต่อระหว่างลำต้นกับตากอยู่เสมอกับระดับขอบหลุม
แล้วกลบหลุมด้วยดินผสมที่เตรียมไว้สำหรับปลูกหรือใช้ดินที่ขุดขึ้นจากหลุมที่เป็นดินร่วนปนทราย
หรือดินที่มีความร่วนซุยดี ไม่ควรใช้ดินเหนียวที่แน่นหรือดินที่มีกรวดหินมากๆ กลบหลุม
เพราะจะเป็นปัญหาทำให้รากต้นไม้เจริญเติบโตได้ช้า และเหยียบดินให้แน่นพอประมาณ นำเศษใบไม้หญ้าหรือฟางมาคลุมรอบโคนต้น
เพื่อรักษาความชื้นและป้องกันการกัดเซาะของนํ้าในขณะรดนํ้าต้นไม้ ใช้ไม้หลักและผูกเชือก
เพื่อยึดกับต้นไม้หลวมๆ เพื่อช่วยในการทรงตัวของต้นไม้และป้องกันลมพัดโยก รดนํ้าให้ชุ่มและควรรดนํ้าวันละครั้ง
จนต้นไม้ตั้งตัวได้
กรณีที่ปลูกเป็นพื้นที่มากๆ
ควรปลูกในช่วงฤดูฝน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการรดนํ้าต้นไม้ภายหลังการปลูกต้นไม้ โดยปกติควรรดนํ้าติดต่อกันต่อวันในเวลาเย็นอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ตลอด 1 สัปดาห์
การรดนํ้าควรรดนํ้าให้ชุม ถ้ารดนํ้าน้อยไปนํ้าจะซึมลงไปไม่ถึงบริเวณรากต้นไม้ การพรวนดิน
ใส่ปุ๋ยและการกำจัดวัชพืช วัชพืชเป็นตัวการที่ทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตช้า ควรมีการกำจัด16
วัชพืชโดยการถากถาง และพรวนดินรอบโคนต้นไม้ในรัศมี 1 เมตร ปีละ 2 ครั้ง
ในขณะพรวนดิน ถ้ามีปุ๋ยวิทยาศาสตร์จะโรยรอบๆ โคนต้นประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ แล้วรดนํ้าหรือใส่ปุ๋ยคอกเพิ่มเติม
การดูแลบำรุงรักษา
หลังจากปลูกต้นไม้แล้ว ควรคำนึงถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับต้นไม้ในระยะเริ่มแรกที่มีขนาดเล็กยังตั้งตัวไม่ได้
เช่น อันตรายจากสัตว์เลี้ยง ยานพาหนะต่างๆ อาจป้องกันโดยการทำคอก หรือรั้วกั้นเป็นแนว
สำหรับต้นไม้บางชนิดที่ต้องการความเอาใจใส่มาก ควรจะมีการบังแดดให้ในระยะที่ตั้งตัวไม่ได้
การปลูกต้นไม้ให้สามารถจะเจริญเติบโตได้ดี จำเป็นต้องไดรับการเอาใจใส่ดูแลบำรุงรักษาอย่างดี
สังเกตจากการตั้งตัวของต้นไม้ ควรมีการพรวนดินใส่ปุ๋ยและการกำจัดวัชพืช หรือใส่ปุ๋ยคอก
การเจริญเติบโตของต้นไม้โดยธรรมชาติมีความแข็งแรงอยู่ในตัวพอสมควร หากช่วยบำรุงรักษาต้นไม้ให้ถูกวิธี
ต้นไม้จะเจริญเติบโตได้รวดเร็ว มีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะต่อต้านอันตรายจากสิ่งต่างๆ
ได้โดยเฉพาะการหมั่นตรวจตราดูแลโรค แมลงที่ปลูกกับต้นไม้ และใช้ยาฉีดกำจัดได้ทันเหตุการณ์
ในกรณีที่ปลูกเป็นแปลงใหญ่ๆ จะต้องมีการระวังไฟ โดยการแผ้วถางวัชพืชอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และทำแนวป้องกันไฟล้อมรอบ หากปลูกเป็นแนวยาว
เช่น ตามแนวถนน ต้องกําจัดวัชพืชที่จะเป็นเชื้อเพลิง การระวังไฟหรือการป้องกันไฟป่าให้กับต้นไม้ที่ปลูก
ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุด กิจกรรมหนึ่งในการดูแลรักษาต้นไม้ การปลูกต้นไม้จะสำเร็จหรือไม่ก็อยู่ที่การป้องกันให้ต้นไม้พ้นจากอันตรายจากไฟ
และอันตรายจากสิ่งแวดล้อมทั้งปวง
นายคณิต ธนูธรรมเจริญ : มิถุนายน 2546 . เอกสารประกอบการฝึกอบรม หลักสูตร การปลูกไม้ 3
อย่าง ประโยชน์ 4 ประการ ของฝ่ายศึกษาและพัฒนาป่าไม้ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ 50220 โทรศัพท์
053-248483 , 053-248004 ต่อ 115
วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีหลายประเภท
จำแนกได้ตามขอบเขตของการเชื่อมต่อ มีดังต่อไปนี้
1.เครือข่ายบริเวณเฉพาะที่
(Local Area Network) หรือ แลน (LAN)
2.เครือข่ายบริเวณนครหลวง
(Metropolitan Area Network) หรือแมน (MAN)
3.เครือข่ายบริเวณกว้าง (Wide Area Network) หรือแวน (WAN)
4.เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet)
เครือข่ายบริเวณเฉพาะที่
เครือข่ายบริเวณเฉพาะที่
(Local Area Network : LAN) เป็นเครือข่ายระยะใกล้
ใช้ภายในสำนักงานขององค์กรที่อยู่ในอาคาเดียวกัน ส่วนประกอบสำคัญของระบบเครือข่ายบริเวณเฉพาะที่มีดังนี้
1.เครื่องบริการ
(server)
2.เครื่องสถานีงาน (workstation)
3.การ์ดต่อเชื่อมเครือข่ายเฉพาะที่ (LAN card)
4.ซอฟต์แวร์ควบคุมระบบเครือข่าย (Network system software)
5.เครื่องกระจายสายระบบเครือข่ายบริเวณเฉพาะที่หรือฮับ (hub)
6.สายต่อเชื่อมระบบเครือข่ายบริเวณเฉพาะที่ (LAN cable)
เครือข่ายบริเวณนครหลวง
เครือข่ายบริเวณนครหลวง
หรือแมน (MAN) เป็นเครือข่าย
ให้บริการสำหรับเมืองใหญ่ๆที่พัฒนามาจากระบบโทรทัศน์ทางสาย
หรือเคเบิลทีวีในสมัยก่อน
เครือบริเวณกว้าง
เครือข่ายบริเวณกว้างหรือแวน(WAN)เป็นเครือข่ายที่พัฒนามาจากเครือข่ายโทรศัพท์ทางไกลซึ่งเชื่อมโยงผ่าน
เมือง จังหวัด ประเทศ ทวีป โยงใยทั่วโลก แบ่งเป็น2เครือข่าย เครือข่ายย่อย (subnet)
เครือข่ายหลัก (backbone)
เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
(internet) ได้รับการพัฒนามาจากแวนเพื่อการวิจัยของกระทรวงกลาโหมสหรัฐที่เรียกว่า
อาร์พาเน็ต (ARPANET) ซึ่งเริ่มต้นสร้างขึ้นในปี 1969 โดยมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมพัฒนา
3 มหาวิทยาลัย และศูนย์วิจัยอีก 1 แห่ง ต่อมาเครือข่ายนี้ได้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
ข้อมูลและสารสนเทศ
ข้อมูล
เป็นข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ หรือสิ่งของที่น่าสนใจ
ข้อมูลจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ก็ต่อเมื่อผ่านการประมวลผลให้เป็นสารสนเทศก่อน
สารสนเทศนี้เองคือสิ่งที่เราจะนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ
ข้อมูลละสารสนเทศจึงเป็นสิ่งมีค่า ต้องเก็บรักษาไว้อย่างเป็นระบบ
และทำให้ทันสมัยเสมอ
วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล
1.2 องค์ประกอบของการสื่อสสารข้อมูล
การสื่อสสารข้อมูลมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
1. ระบบคอมพิวเตอร์
2. อุปกรณ์ต่อเชื่อมเพื่อการสื่อสารข้อมูล(เป็นส่วนฮาร์ดแวร์)
3.ซอฟแวร์สำหรับการสื่อสารข้อมูล
4. โพโทคอล(protocol) หรือ เกณฑ์วิธี คือข้อกำหนดสำหรับการสื่อสารข้อมูลแบบนั้นๆ
5. สื่อนำข้อมูล(media) เช่น สายโทรศัพท์ หรือเคเบิลใยเเก้วนำแสง หรือคลื่นวิทยุ
การสื่อสสารข้อมูลมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
1. ระบบคอมพิวเตอร์
2. อุปกรณ์ต่อเชื่อมเพื่อการสื่อสารข้อมูล(เป็นส่วนฮาร์ดแวร์)
3.ซอฟแวร์สำหรับการสื่อสารข้อมูล
4. โพโทคอล(protocol) หรือ เกณฑ์วิธี คือข้อกำหนดสำหรับการสื่อสารข้อมูลแบบนั้นๆ
5. สื่อนำข้อมูล(media) เช่น สายโทรศัพท์ หรือเคเบิลใยเเก้วนำแสง หรือคลื่นวิทยุ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)